วิชา วิทยาศาสตร์

posted on 13 Sep 2008 19:06 by poppappangpon

Comment

Comment:

Tweet

#2 By (58.64.123.1) on 2010-02-10 19:31

เอกภพ
เอกภพ ( Universe) เป็นบริเวณกว้างไม่มีที่สิ้นสุด ประกอบด้วยกาแล็กซีหรือดาราจักรจำนวนมากถึงประมาณ 100000 ล้านกาแล็กซี นักดาราศาสตร์เชื่อว่าเอกภพอาจเกิดจากการระเบิดของจุดที่มีความหนาแน่นสูงเรียกว่า บิกแบง ทำให้มีการเกิดของเวลา อวกาศ พลังงาน และ สสารต่างๆ นอกจากนี้ยังค้นพบว่าเอกภพกำลังขยายตัว ซึ่งในปัจจุบันได้มีแนวคิดเกี่ยวกับการดำรงอยู่และ

การเปลี่ยนแปลงถึงจุดจบของเอกภพ 3 แนวคิดดังนี้
1. ขยายตัวต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
2. ขยายตัวไปรับหนึ่งแล้วคงสภาพ
3. ขยายตัวต่อไประดับหนึ่ง แล้วหดกลับมาเป็นจุดที่มีความหนาแน่นสูงมากเหมือนก่อนเกิดบิกแบง



กาแล็กซี(Galaxy) หรือดาราจักร คือที่รวมของดาว กระจุกดาว เนบิวลา กลุ่มแก๊ส ฝุ่นละออง ที่ว่าง และสิ่งต่างๆที่เป็นวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ กาแล็กซีมีรูปร่างแตกต่างกันเช่น
- กาแล็กซีรูปวงรี (Elliptical Galaxy)
- กาแล็กซีแบบไร้รูปร่าง (Irregular Galaxy)
- กาแล็กซีรูปกังหัน ( Spiral Galaxy)


กาแล็กซีที่โลกเราเป็นสมาชิกคือ กาแล็กซีทางช้างเผือก ( Milky Way Galaxy)
- รูปกังหัน : มีรูปขดเป็นวงคล้ายก้นหอย
- มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 100000 ปีแสง
- มีความหนาประมาณ 10000 ปีแสง
- มีระบบสุริยเป็นสมาชิก

เนบิวลา (Nebula) คือกลุ่มแก๊สต่างๆ แก่ แก๊สไฮโดรเจน แก๊สฮีเลียม และฝุ่นละอองในอวกาศ แสงจากดาวฤกษ์ทำให้กลุ่มแก๊สเหล่านี้สะท้อนแสงออกมาให้มองเห็นได้เช่น เนบิวลาโอไรออน เป็นต้น กลุ่มแก๊สต่างๆนี้อาจเกิดการควบแน่นเกิดเป็นดาวฤกษ์ต่อไป หรืออาจเกิดจากการระเบิดของดวงดาวก็ได้


ระบบสุริยะ

ระบบสุริยะ (Solar System) ประกอบด้วยดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง มีดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง บริวารของดาวเคราะห์ อุกกาบาต และอนุภาคขนาดเล็กเป็นบริวารเคลื่อนที่โดยรอบ


จ่าวะงั่วงั่มาวะงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง่า








ดวงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์ (Sun) เป็นดาวฤกษ์ดวงเดียวในระบบสุริยะ เป็นศูนย์กลางและเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานของระบบสุริยะและโลกมนุษย์
ดวงอาทิตย์อยู่ห่างโลกประมาณ 149.6 ล้านกิโลเมตร นักดาราศาสตร์ได้กำหนดให้เป็นระยะทาง 1 หน่วยดาราศาสตร์(Astronomical Unit; AU)


ดาวเคราะห์
ดาวเคราะห์(Planet) เป็นบริวารของดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะ มีทั้งหมด 8 ดวง ขณะที่เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์จะหมุนรอบตัวเองไปด้วย ดาวเคราะห์เป็นวัตถุท้องฟ้าที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง และมีองค์ประกอบแตกต่างกัน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ดาวเคราะห์ที่เป็นหินและดาวเคราะห์ที่เป็นแก๊สดังนี้

+ดาวเคราะห์ที่เป็นหิน ประกอบด้วยหินและของแข็งอื่นๆ
- ดาวพุธ
- ดาวศุกร์
- โลก
- ดาวอังคาร

+ ดาวเคราะห์ที่เป็นแก๊ส ประกอบด้วยแก๊สไฮโดรเจนและแก๊สฮีเลียมเป็นส่วนใหญ่
-ดาวพฤหัสบดี
-ดาวเสาร์
-ดาวยูเรนัสหรือดาวมฤตยู
- ดาวเนปจูนหรือดาวสมุทร



ถ้าใช้ตำแหน่งของโลกเป็นเกณฑ์จะแบ่งดาวเคราะห์โดยเรียงลำดับการเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ดาวเคราะห์วงในและดาวเคราะห์วงนอก

ดาวเคราะห์วงใน
- ดาวพุธ
- ดาวศุกร์
- โลก
- ดาวอังคาร

ดาวเคราะห์วงนอก
- ดาวพฤหัสบดี
- ดาวเสาร์
- ดาวยูเรนัส
- ดาวเนปจูน



ดาวเคราะห์น้อย
ดาวเคราะห์น้อย(Asteroid) เป็นอนุภาคของแข็งที่มีขนาดต่างๆกัน อยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ อยู่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี


ดาวหาง
ดาวหาง(Comet) เป็นสมาชิกของระบบสุริยะที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ เมื่อเปรียบเทียบกับดาวเคราะห์ต่างๆพบว่าดาวหางมีขนาดเล็กมาก และมีวงโคจรที่มีรูปวงรียาว
ดาวหางส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นของแข็งที่เกิดจากน้ำ แอมโมเนีย มีเทน ฝุ่นละออง และอนุภาคอื่นๆ รวมตัวกันเป็นของแข็งที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ความร้อนและอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสะท้อนแสงอาทิตย์ดังที่ปรากฏบนท้องฟ้า

อุกกาบาต
อุกกาบาต (Meteroid) เป็นอนุภาคของแข็งชนิดต่างๆ อาจเป็นเศษหินและโลหะ เมื่ออยู่ในอวกาศเรียกว่า สะเก็ดดาว เมื่อเคลื่อนที่เข้ามาใกล้กันโลก แรงโน้มถ่วงของโลกจะดึงดูดให้เคลื่อนที่เข้ามาในชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วสูง ทำให้เกิดแรงเสียดทานกับอากาศจนลุกไหม้ ทำให้ปรากฏเป็นแสงในท้องฟ้าเวลากลางคืน เรียกว่า ดาวตก อุกกาบาต หรือผีพุ่งไต้ ถ้ามีปริมาณมากและตกลงมาในเวลาใกล้เคียงกันมีลักษณะคล้ายฝนตก เรียกว่า ฝนดาวตก อุกกาบาตส่วนใหญ่จะถูกเผาไหม้ในอากาศจนหมด แต่ถ้ามีขนาดใหญ่มากและเผาไหม้ไม่หมดจะตกลงสู่พื้นผิวโลกเรียกว่า อุกกาบาต พื้นผิวโลกทึ่ลึกลงไปเนื่องจากอุกกาบาตเรียกว่า หลุมอุกกาบาต



ดวงจันทร์
ดวงจันทร์(Moon) ประกอบด้วยของแข็งเป็นหลัก เป็นวัตถุท้องฟ้าที่อยู่ใกล้โกมากที่สุด มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งในสี่ของโลก หรือประมาณ 3476 กิโลเมตร เป็นบริวารของโลก ขณะที่หมุนรอบตัวเองจะหมุนรอบโลกและดวงอาทิตย์ไปพร้อมกัน มีทฤษฏีการเกิดของดวงจันทร์มี 3 ทฤษฏีดังนี้
1. เกิดจากวงแหวนของเศษหินและกลุ่มแก๊สที่กระจายอยู่รอบโลกถูกแรงโน้มถ่วงของโลกดึงดูดให้รวมกันเป็นวงแหวนโคจรรอบโลกแล้วก่อตัวเป็นดวงจันทร์
2. เกิดจากการชนกันอย่างแรงของโลกกับเทหวัตถุท้องฟ้าในช่วงแรกของการเกิดระบบสุริยะจนหลอมรวมส่วนแมนเทิลของโลกและหินความหนาแน่นต่ำถูกพ่นออกจากพื้นผิวเกิดเป็นดวงจันทร์
3. ดวงจันทร์เกิดจากที่ใดที่หนึ่งในระบบสุริยะ แล้วถูกแรงโน้มถ่วงของโลกดึงดูดไว้ให้เคลื่อนที่รอบโลก


#1 By wild lovely Angle on 2008-09-14 14:28