Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุงคร้า...
big smile

#9 By ta zzz (222.123.72.111) on 2010-03-14 17:08

#8 By (125.27.20.221) on 2010-02-04 09:03

พห่หัไ

#7 By (125.26.42.70) on 2009-09-16 15:05

พหะหพั่พ่พ

#6 By (125.26.42.70) on 2009-09-16 15:05

#5 By วิรินทร์ (125.26.42.70) on 2009-09-16 15:04

#4 By kingzxc00@hotmoail.com (125.26.42.70) on 2009-09-16 15:04

#3 By พลอย (125.24.196.71) on 2009-09-04 17:03

เศรษฐกิจพอเพียง

คือ

อะไร

#2 By จิรดา (125.25.135.7) on 2009-08-26 19:42

เศรษฐกิจพอเพียง

ความเป็นมา
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชฯทรงมีพระราชดำรัชชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ ทางเศรษฐกิจโดยทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ปัญหา เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และการปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับประเทศ ที่ส่งผลให้สามารถพึ่งตนเองได้

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้ระบบทุนนิยมหรือเสรีนิยม โดยหน่วยหน่วยงานราชการ ภาคเอกชนและประชาชน มีการนำไปปฏิบัติมากขึ้น หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศไทย เมื่อปีพ.ศ.2540 ซึ่งส่งผลกรทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจอย่างมาก แรงงานจำนวนมากไม่มีงานทำ การผลิตและการค้าขายซบเซาลงอย่างมากและเป็นผลให้มีปัญหาอาชญากรรม และปัญหาสังคมอื่นๆตามมา วิกฤตการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดแนวคิดในการหาทางออกให้กบประเทศไทยหลายแนวทาง แนวคิดหนึ่งคอเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเอง ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่คนไทยให้ความสนใจเป็นอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯได้พระราชทานพระดำรัสเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 มีใจความดังนี้

“..........มาใหม่ๆ นี้ โครงการต่างๆ ก็เกิดขึ้นโรงงานก็เกิดขึ้นมาก จนกระทั่งเขานึกว่าประเทศไทย เป็นเสือตัวเล็กๆ และเป็นเสือตัวโตขึ้น เราไปเห่อว่าจะเป็นเสือ ความจริงเคยพูดเสมอในที่ประชุมอย่างนี้ว่าการจะได้เป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินหมายความว่า อุ้มชูตัวเองให้มีพอเพียงกับตัวเอง อันนี้เคยบอกว่าความพอเพียงนี้ไม่ไหมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่ตัวเอง สำหรับรอนครัวอย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตมากกว่าความต้องการก็ขาย แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่ง มากนัก ”

เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวต้องผลิตอาหารเพื่อบริโภคเอง ทอผ้าใส่เอง แต่สมาชิกในชุมชนต้องมีความพอเพียง มีความพอประมาณ ไม่โลภมาก
และมีเหตุผลบางสิ่งบางอย่างที่ผลิตมากกว่าความต้องการในการบริโภคก็นำออกจำหน่าย ซึ่งเป็นการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตนเอง โดยแบ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งเพื่อการค้า เศรษฐกิจพอเพียงมุ่งสู่ความพอเพียงของทุกคน โดยอาศัยความเข้มแข็งของชุมชนเป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจให้เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น หัตกรรมไทย อุตสาหกรรมการเกษตรสมุนไพร อาหารไทย

ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ให้ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงไว้ว่า
เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ความสามารถของชุมชน เมือง รัฐ ประเทศ หรือภูมิภาคหนึ่งๆในการผลิตสินค้าและบริการทุกชนิดเพื่อเลี้ยงสังคมนั้นๆได้ โดยพยายามหลีกเลี่ยงที่จะต้องพึ่งพาปัจจัยต่างๆที่เราไม่เป็นเจ้าของ
เศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล คือ ความสามารถในการำรงชีวิตอย่างไม่เดือดร้อน กำหนดความเป็นอยู่อย่างประมาณตนตามฐานะ ตามอัตภาพและที่สำคัญไม่หลงใหลไปตามกระแสของวัตถุนิยม มีอิสรภาพ เสรีภาพ ไม่พันธนาการอยู่กับสิ่งใด
บางแนวคิด นิยาม “เศรษฐกิจพอเพียง” ว่าเป็น “พุทธเศรษฐศาสตร์” ซึ่งเน้นทางสายกลาง คือมีความพอประมาณ มีเหตุผล ซึ่งมุ่งเน้นให้คนพ้นทุกข์และมุ่งให้ระบบเศรษฐกิจสังคมของประเทศและของโลกเป็นระบบที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน




โดยในเบื้องต้นควรต้องมีความพอเพียง 3 ประการคือ

1. พอเพียงในความเป็นอยู่ ซึ่งหมายถึง พอมีพอกิน สามารถพึ่งตนเองได้อย่างเหมาะสมตามอัตภาพ ทั้งในรับบุคคล ครอบครัว และชุมชน
2. พอเพียงในความคิด ซึ่งหมายถึง คิดในสิ่งที่พึงกระทำโดยมีการหารือกันระหว่างบุคคล ครอบครัว และชุมชน
3. พอเพียงในจิตใจ ซึ่งหมายถึงความรู้จักพอ ไม่โลภมาก ช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างบุคคลในครอบครัวและชุมชน แลละมีจิตใจรักชุมชนท้องถิ่นของตน

หลักการของเศรษฐกิจพอเพียง
- ความพอประมาณ
- ความมีเหตุผล
- ไม่โลภมาก
- ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

การมีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัดในขณะที่ความต้องการมีอยู่อย่างไม่จำกัด เป็นปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจกลไกของระบบเศรษฐกิจช่วยสนองตอบความต้องการของบุคคล ครัวเรือน บริษัท รัฐวิสาหกิจ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั่วไปแล้วผู้บริโภคจะเลือกบริโภคสินค้าและบริการเพื่อให้รับความพึงพอใจสูงสุดภายใต้งบประมาณที่มีอยู่ ซึ่งหมายความว่า เมื่อผู้บริโภคมีรายได้มากขึ้นก็สามารถบริโภคสินค้าได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตามผู้บริโภคควรจะเน้นทางสายกลาง คือบริโภคอย่างพอประมาณ โดยมีความพอเพียงและมีเหตุผล
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการปฏิบัติตนของประชาชนที่เน้นความพอประมาณ ใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลและไม่เบียดเบียนผู้อื่น อีกทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาทางด้านเศรษฐกิจโดยการให้ประชาชนพึ่งพาตนเอง พึ่งพาซึ่งกันและกัน และพึ่งพาชุมชน เพื่อเป็นการพัฒนาและแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ

การประยุกต์ใช้แนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง
การดำเนินงานต่างๆตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละชุมชนในประเทศไทยต่างใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนสร้างสรรค์และผลิตผลงานเพื่อจำหน่ายตามนโยบาย “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์”ของรัฐบาล ซึ่งทำให้ชุมชนรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เป็นที่รู้จักของทั้งคนไทยและคนต่างชาติ อีกทั้งยังเป็นการยกรับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้
ตัวอย่าชุมชนที่นำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินงานเพื่อสร้างรายตามนโยบาย “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” เช่น กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านชีน้อย ที่ตั้งอยู่ ตำบลถ้ำ อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา โดยรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มเพื่อจัดทำผลิตภัณฑ์จากใบยางพาราและจัดจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวรวมทั้งชุมชน โดยมีการจัดตั้งกลุ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2527 ในพ.ศ. 2546 มีสมาชิกกลุ่มจำนวน 62 คน ซึ่งสมาชิกในกลุ่มต่างมีอาชีพหลักคือ มีอาชีพทำสวนยางและบางส่วนมีอาชีพรับจ้างและค้าขายแต่รายไม่ดีและไม่แน่นอน จึงมีการรวมกลุ่มนำเอาทรัพยากร ที่มีอยู่ในท้องถิ่นคือ ใบยางมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ โดยการนำใบยางมาฟอกขาวและใช้กรรมวิธีต่างๆจนกระทั่งผิตออกมาเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ที่ทำมาจากใบยาง ซึ่งนับวันก็ยิ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติจะช่วยพัฒนาระบบ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” ของครอบครัวและชุมชน รวมทั้งยังเป็นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโตเพราะการดำเนินกิจการต่างๆ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการประยุกต์ใช้ทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนและในประเทศมาใช้ไอย่างเหมาะสม เป็นการประหยัดรายจ่าของประเทศในการสั่งซื้อสินค้าหรือทรัพยากรจากต่างประเทศ อีกทั้งหากประชาชนในประเทศหันมานิยมบริโภคสินค้าที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ ก็จะเป็นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นการรู้จักใช้จ่ายสินค้าอย่างเหมาะสม เพราะมีราคาที่ย่อมเยา และเป็นการอุดหนุนคนในประเทศด้วยกันเอง ซึ่งส่งผลให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเป็นวิธีการ หนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไป





การนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น

1. การปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานที่บ้าน ทำให้ไม่ต้องซื้อและถ้ามีมากก็สามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายไของครอบครัว
2. ใช้จ่ายอย่างประหยัด มีการวางแผนการใช้จ่ายให้เพียงพอต่อรายรับ
3. ผมไม้แต่ละชนิดเมื่อมีมากก็ควรนำมาแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บนานขึ้นและช่วยเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น เช่น กล้วย เมื่อมีจำนนวนมากก็นำมา ตาก กวน อบ เป็นผลิตภัณฑ์นำไปจำหน่าย
4. ใช้จ่ายให้เหมาะสมกับจำนวนและขนาดของครอบครัว ไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เช่นการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น
5. ควรมีการแบ่งปันสิ่งของให้กับผู้อื่น เช่น ที่บ้านมีสับปะรดมากๆ ก็ควรแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้านเป็นต้น
6. เสื้อผ้าที่ไม่เก่าหรือคับจนเกินไปไม่ควรทิ้งหรือซื้อใหม่ เช่นเสื้อผ้าของพี่ก็สามารถนำมาให้น้องใช้ได้
7. ไม่ควรซื้อเสื้อผ้าหรือสิ่งของตามสมัยนิยม ควรซื้อให้เหมาะกับการใช้

ดังนั้นแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียงคือการเน้นเรื่อง
- ทางสายกลาง คือไม่ฟุ่มเฟือย และไม่ขาดแคลนจนเกิดเป็นความทุกข์ ซึ่งจะช่วยให้มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
- ความพอเพียงหรือพอประมาณ เช่น รู้จักประมาณในการบริโภค การใช้จ่าย
- ความมีเหตุผล

ความร่วมมือและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย

1. ลักษณะของความร่วมมือและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
ความร่วมมือและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มีลักษณะเป็นข้อตกลงให้ความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้านเศรษฐกิจ เช่น ลดอุปสรรคหรือข้อกีดกันทางการค้าระหว่างกัน ลดภาษีการนำเข้าสินค้า และส่งเสริมการลงทุน เป็นต้น
2. กลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียที่สำคัญ
กลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ประเทศในเอเชียเป็นสมาชิก เฉพาะที่สำคัญ มีดังนี้
2.1 องค์การค้าโลก(WTO)
2.2 สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN)
2.3 เขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟตา (AFTA)
2.4 กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียและแปซิฟิก หรือ เอเปก (APEC)
3. องค์การค้าโลก (WTO)
3.1 ความสำคัญ องค์การค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เป็น องค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2538 มีประเทศสมาชิกทั้งสิ้น 152 ประเทศ (รวมทั้งประเทศไทยด้วย)
3.2 วัตถุประสงค์ องค์กรการค้าโลก(WYO) ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมนโยบายการค้าเสรีระหว่างประเทศสมาชิก มุ่งกำจัดปัญหาอุปสรรคข้อขัดแย้งทางการค้า ป้องกันมิให้มีการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างกัน รวมทั้งป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นในบรรดาสมาชิก
4. สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน(ASEAN)
4.1 ความสำคัญ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน(Association of Southeast Asian Nations : ASEAN) เป็นองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรมระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2510
4.2 ประเทศสมาชิก ในปัจจุบันอาเซียน(ASEAN) ประกอบด้วยสมาชิก 10 ชาติได้แก่ ไทย,มาเลเซีย,ฟิลิปปินส์,สิงคโปร์,อินโดนีเซีย,บรูไน,พม่า,เวียดนาม,ลาว,และกัมพูชา
4.3 วัตถุประสงค์ของอาเซียน (ASEAN) มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ ดังนี้
( 1 ) ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์
( 2 ) ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคนี้
( 3 ) ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี
5. เขตการค้าเสรีอาเซียนหรือ อาฟตา (AFTA)
5.1 ความสำคัญ เขตการค้าเสรีอาเซียนหรือ อาฟตา( Asean Free Traed Area: AFTA) ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 เป็นการรวมกลุ่มการค้าของประเทศอาเซียน (AFTA) เพื่อให้ประเทศในสมาชิกค้าขายกันอย่างเสรี โดยไม่มีข้อจำกัดหรือการกีดกันทางการค้าใดๆ และเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศคู่ค้านอกภูมิภาคนี้
5.2 เป้าหมายและการดำเนินการในปัจจุบัน มีข้อตกลงให้ประเทศสมาชิกลดอัตราภาษีศุลกากรสินค้าขาเข้าระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเหลือร้อยละ 0-5 ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าประเทศสมาชิกถูกลงกว่าเดิม เป็นผลดีต่อการผลิต การบริโภค และการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้าของภูมิภาคนี้
6. กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียและแปซิฟิก หรือเอเปก(APEC)
6.1 ความสำคัญ กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียและแปซิฟิก หรือเอเปก (Asin-Pacific Econonmic Cooperation : APEC) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2532 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
6.2 ประเทศสมาชิก ในปัจจุบัน เอเปก (APEC) ประกอบด้วยสมาชิกรวมทั้งสิ้น 21 เขตเศรษฐกิจ มีดังนี้
1. จีน 2. ญี่ปุ่น 3. ฮ่องกง
4. ไต้หวัน 5. สิงคโปร์ 6. เกาหลีใต้
7. ไทย 8. มาเลเซีย 9. ฟิลิปปินส์
10. บรูไน 11. อินโดนีเซีย 12. เวียดนาม
13. สหรัฐอเมริกา 14. แคนาดา 15. เม็กซิโก
16. ชิลี 17. เปรู 18. รัสเซีย
19. ออสเตรเลีย 20. นิวซีแลนด์ 21. ปาปัว –นิวกินี

6.3 วัตถุประสงค์ เอเปกตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
( 1 ) ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ทางด้านการค้า การลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
( 2 ) ลดปัญหาและอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิก สนับสนุนให้ดำเนินนโยบายการค้าเสรี โดยกำจัดมาตรการกีดกันทางการค้าให้เหลือน้อยที่สุด
( 3 ) เป็นเวทีประชุมปรึกษาหารือและหาข้อยุติในข้อขัดแย้ง เพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศสมาชิก


#1 By wild lovely Angle on 2008-09-14 14:24