วิชา ภาษาอังกฤษ

posted on 13 Sep 2008 19:08 by poppappangpon

Comment

Comment:

Tweet

อ่อ่อดั

#4 By (114.128.73.114) on 2009-10-27 13:41

njg%0d%0a

#3 By (118.173.164.118) on 2009-03-03 13:32

njg%0d%0a

#2 By (118.173.164.118) on 2009-03-03 13:32




Pronouns (คำสรรพนาม) เป็นคำที่ใช้แทนคำนามหรือคำที่ทำหน้าที่เช่นเดียวกับคำนาม คำสรรพนามในเว็บเพจนี้ขอนำมากล่าวเพียง 3 ชนิด คือ

1. Personal Pronoun
2. Possessive Pronoun
3. Reflexive Pronoun


1.) Personal Pronoun คือคำสรรพนามที่ทำหน้าที่แทนคำนามซึ่งเป็นบุคคล มีอยู่ด้วยกัน 2 รูป คือ Subject Pronoun (สรรพนามที่ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค) และ Object Pronoun (สรรพนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค)


Personal Pronoun

Subjects Objects Meanings
เอกพจน์บุรุษที่ 1
เอกพจน์บุรุษที่ 2
เอกพจน์บุรุษที่ 3
I
You
He
She
It me
you
him
her
it ฉัน
คุณ, ท่าน, เธอ
เขาผู้ชาย
เขาผู้หญิง
มัน
พหูพจน์บุรุษที่ 1
พหูพจน์บุรุษที่ 2
พหูพจน์บุรุษที่ 3 We
You
They
us
you
them
พวกเรา
พวกคุณ, พวกท่าน
พวกเขาทั้งหลาย
พวกมันทั้งหลาย

ข้อสังเกต

1. คำสรรพนาม You มีรูปเหมือนกันทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ ทั้งรูป ประธาน (Subject) และ (Object) รูปกรรม
2. คำสรรพนาม It มีรูปเหมือนกันทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ ทั้งรูปประธาน (Subject) และ (Object) รูปกรรม

ตัวอย่าง
You are my best friend. I love you.
He is my father. I obey him.



2.) Possessive Pronoun คือคำสรรพนามที่ทำหน้าที่แทนคำนามซึ่งเป็นคำขยายนามที่แสดงความเป็นเจ้าของ ได้แก่ Mine, yours, his, hers, ours, theirs ใช้ในความหมายเช่นเดียวกับ Possessive Adjective


Personal Pronoun Possessive Pronoun Possessive Adjective
I
You
He
She
It
We
You
They mine
yours
his
hers
its
ours
yours
theirs my + book
your + book
his + pen
her + pen
its + leg
our + legs
your + books
their + pencils




ข้อสังเกต
1. Possessive pronoun (คำสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ) ไม่ต้องมีคำนามตามหลัง เขียนไว้ท้ายประโยค หรือต้นประโยคก็ได้
2. Possessive Adjective (คำคุณศัพท์แสดงความเป็นเจ้าของ) ใช้วางไว้หน้าคำนามที่แสดงความเป็นเจ้าของคำนามนั้น

ตัวอย่าง
This is my book. This book is mine.
That is our school. That school is ours.



3.) Reflexive Pronoun คือคำสรรพนามที่มีความหมายเชิงสะท้อนกลับไปหาประธานของประโยค ซึ่งเป็นผู้กระทำเหตุการณ์นั้นด้วยตนเอง คำสรรพนามนี้เป็นเอกพจน์จะลงท้ายด้วย self และเป็นพหูพจน์จะลงท้ายด้วย selves


Subjects Objects
เอกพจน์บุรุษที่ 1
เอกพจน์บุรุษที่ 2
เอกพจน์บุรุษที่ 3
I
You
He
She
It myself
yourself
himself
herself
itself
พหูพจน์บุรุษที่ 1
พหูพจน์บุรุษที่ 2
พหูพจน์บุรุษที่ 3 We
You
They
ourselves
yourselves
themselves



ตัวอย่าง
I see myself in the mirror.
They make sandwiches by themselves.


Subject Object Poss.Adj Poss.Pro Reflex
เอกพจน์ บุรุษที่ 1 I Me My Mine Myself
บุรุษที่ 2 You You Your Yours Yourself
บุรุษที่ 3 He Him His His Himself
บุรุษที่ 3 She Her Her Hers Herself
บุรุษที่ 3 It It Its - Itself
พหูพจน์ บุรุษที่ 1 We Us Our Ours Ourselves
บุรุษที่ 2 You You Your Yours Yourselves
บุรุษที่ 3 They Them Their Theirs Themselves
Pronouns + Possessives
Subjective Pronoun ทำหน้าที่เป็นประธาน
Objective Pronoun ทำหน้าที่เป็นกรรม
Possessive Pronoun ทำหน้าที่เป็นเจ้าของ
Reflexive Pronoun ทำหน้าที่สะท้อนเข้าหาประธานเอง
Emphatic Pronoun ทำหน้าที่เน้น, ย้ำประธาน












1. เปรียบเทียบ subject และ object
Jim didn't attend the meeting because he was ill.
(ทำหน้าที่เป็นประธาน)
I spoke to them. They are my friends.
(ตัวแรกทำหน้าที่เป็นกรรม, ตัวหลังทำหน้าที่เป็นประธาน)
She goes abroad. I always have a letter from her.
(ตัวแรกทำหน้าที่เป็นประธาน, ตัวหลังทำหน้าที่เป็นกรรม)
Father gave a present to Mary. He gave it to her

2. เปรียบเทียบ Possessive Adjective และ Possessive pronoun
- This is my book หรือ this book is mine.
- I've finished my ink. Can I use yours?
- This is your idea. หรือ This idea is yours.
- This is George's house. หรือ This house is George's
- I know Mary's husband but not Anne's

3. Double Possessive
Noun + of + possessive pronoun
John is a friend of mine
He is a brother of Jim's
It is a habit of hers to get up early


4. The Apostrophe (')
4.1 ถ้านามเป็นเอกพจน์ ใช้’s
The boy's book (= the book of the boy)
Tom's house. (= the house of Tom)
Keat's poems. (= the poems of Keat)
Mary is this girl's name (= the name of the girl)


4.2 ถ้านามเป็นพหูพจน์ (ปรากฏตัว’s’) ใช้
The soldiers' horses (= the horses of the soldiers)
The horses' tails (= the tails of the horses)
The boys' bicycles (= the bicycles of the boys)


4.3 ถ้านามเป็นพหูพจน์ (ไม่ปรากฏตัว’s’) ใช้’s
The men's room (= the room of the men)
The women's Society. (= the Society of the women)
The children's voices. (= the voices of the children)


4.4 ถ้ามี noun มากกว่า 2 ตัวขึ้นไป’s จะใส่ที่ตัวสุดท้ายเท่านั้น
Crosse & Blackwell's Jam
Bryant & May's matches.
My father-in law's house
The Prince of Wales's castle.
My father and mother's friends.
ยกเว้น เมื่อเป็นเจ้าของแยกกันใส่ 's ทั้งตัวหน้าและตัวหลัง
Peter's and John's son
(= Peter's son and John's son)
Galileo's and Columbus's discoveries.
(= the scientific discoveries of Galileo and the geographical discoveries of Columbus)
เมื่อผู้ที่เป็นเจ้าของมิใช่คนหรือสัตว์ต้องใช้ "Of" ห้ามใช้’s’
4.5 The window of the room. ห้ามใช้ The room's window.
The colours of the flowers.
4.6 ใช้’s กับหน่วยวัด, เวลา, จำนวน ได้
a week's holiday (วันหยุดที่มีระยะเวลา 1 สัปดาห์)
an hour's walk (การเดิน 1 ชั่วโมง)
two day's wages (ค่าจ้าง 2 วัน)
today's post (หนังสือพิมพ์วันนี้)
a shilling's worth (มีค่า 1 ชิลลิง)

4.7 หลัง’s ไม่ต้องใส่นาม เมื่อนามนั้นหมายถึง business (ธุรกิจ) หรือ building (สถานที่)
I must go to the butcher's this morning (=butcher's shop)
He was educated at Merchant's Taylor’s' (School)
We had dinner at my aunt's tonight (house)

4.8 คำนามหลัง’s อาจละได้ในฐานที่เข้าใจ เพื่อไม่ให้ซ้ำซาก
She put her arm through her brother's (arm).
I have read some of Shaw's plays but none of Shake-peare's. (plays)
William's is the only homework that is never badly (done homework).
"Whose book is this?" "It's John's." (book)

5. เปรียบเทียบ Reflexive and Emphatic Pronouns Reflexive Pronoun ใช้ย้ำกริยา, เป็นกรรมของกริยา, มักอยู่หลังกริยา
I am teaching my self French. (สอนตนเอง)
He shaves himself every morning. (โกนหนวดตนเอง)
She saw herself in the looking-glass. (เห็นตนเอง)

Emphatic Pronoun ใช้ย้ำว่าคำนั้นเป็นผู้ทำเอง, มักอยู่หลังตัวที่มันย้ำ หรือท้ายประโยค

You yourself told me the story. (คุณเป็นคนบอกเอง)
I saw him do it myself. (ฉันเห็นด้วยตนเอง)
The Duke himself piloted the plane. (เป็นคนขับเอง)
Never leave to others what you ought to do yourself
อย่างทิ้งสิ่งที่คุณต้องทำด้วยตนเองให้คนอื่นทำ

ข้อสังเกต
เมื่อมี By นำหน้า "…self" จะมีความหมายว่า alone (ตามลำพัง) หรือ without help (โดยไม่มีใครช่วย)

This is a machine that works by itself. (without help)
The little girl travelled from London to New York by herself. (Alone)
Don't you feel lonely living here all by yourself. (Alone)


6. Interrogative pronouns ใช้ในการตั้งคำถาม
Who = ใคร ใช้แทนคน (หญิงหรือชายก็ได้, เอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ได้)
"Who split the ink?" "Suwit did."
"Who can answer that question?" "Mali can."
"Who (m) did you see?" "I saw Pim"
Whom = ใคร (ทำหน้าที่เป็นกรรม ส่วนใหญ่จะใช้ Who แทนได้ ยกเว้นเมื่อมี preposition นำหน้า)
To whom did you give the letter?
Who (m) did you give the letter to?
From whom did you get this book?
What = อะไร แทนสิ่งของ ทั้งเอกพจน์, พหูพจน์ เป็นทั้งประธานและกรรม
What is his address?
What are those strange objects?
What are you doing? I'm cleaning the car.
Which = สิ่งไหน, อันไหน แทนทั้งคน, สัตว์, สิ่งของ ทั้งเอกพจน์ พหูพจน์ เป็นทั้งประธานและกรรม
Which of the boys can't do this exercise?
(เด็กคนไหนที่ทำการบ้านไม่ได้)
Which will you have, tea or coffee?
Whose = ของใคร
Whose car is that?
Whose house did you like?
Whose book are you reading?
Where = ที่ไหน?
Where do you go?
Where did John study?
Where is your house?
When = เมื่อไร?
When does she come back home?
When do you get up?
Why = ทำไม
Why does she cry?
Why didn’t John go to school?
How = อย่างไร?
How often = บ่อยเท่าไร?
How long = นานเท่าไร?
How much = มากเท่าไร?
How do you come to school? By bus.
How long has she been here? For two years.
How many students are there in your class? Forty.
7. การใช้ Pronoun "it" ในกรณีพิเศษ
7.1 ใช้พูดถึงดินฟ้าอากาศ เวลา และระยะทาง
It is raining. ฝนกำลังตก
It is snowing หิมะกำลังตก
It is cold. อากาศหนาวเย็น
It is a quarter to nine. อีก 15 นาที 9 โมง
It's a long way to Tipperary ไกลมากกว่าจะถึง Tipperary.


7.2 ใช้แทน infinitive หรือ clause ที่ตามมาข้างหลัง
It is easy enough to talk. (= To talk is easy enough)
I find it difficult to do that. ใช้เน้นคำนามหรือสรรพนาม
It is he who comes first (คือ) เขาที่มาเป็นคนแรก
It was Mr. Jones whom I talk to. (คือ) Mr. Jones ที่ฉันคุยด้วย

7.3 ใช้แทนข้อความที่กล่าวมาแล้วทั้งข้อความ
7.4 You have saved my life; I shall never forget it
คุณได้ช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันจะไม่ลืมมันเลย (คือการช่วยชีวิต)
He is trying to win a scholarship to Oxford; he won't find it easy.
เขาพยายามจะให้ได้ทุนไปเรียนที่ Oxford เขาพบว่ามันไม่ง่ายเลย

8. การใช้ Pronoun "so"
8.1 ใช้ตามหลัง verb พิเศษต่อไปนี้
say พูด think คิด hope หวัง
believe เชื่อ suppose สมมติ expect คาดหวัง
hear ได้ยิน tell บอก imagine คิด
be afraid เกรง,กลัว

"Will George pass his examination?" "I think so."
George จะผ่านการสอบไหน ฉันคิดว่าจะเป็นอย่างนั้น (คือผ่าน)
"Is he very ill?" "I'm afraid so."
เขาป่วยมากหรือ ฉันเกรงว่าจะเป็นอย่างนั้น

8.2 ในความหมายปฏิเสธใช้ได้ 2 รูปแบบ คือ
A. think, believe, suppose, expect, hope, hear และ to be afraid + not
b. don't think, believe, suppose, expect + so doesn't

"It's going to rain." "But I don't think so."
ฝนกำลังจะตก แต่ฉันไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น
"Will he come late?" "I hope not."
เขาจะมาสายไหม? ฉันหวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น

8.3 ใช้ตามหลัง Verb to do เมื่อหมายถึง Verb ที่กล่าวถึงแล้วครั้งหนึ่ง
I told him to come and see me, and he did so.
ฉันบอกเขาให้มาพบฉันและเขาก็ทำอย่างนั้น (คือ help them)
if you want me to help them, I will do so.
ถ้าคุณต้องการให้ฉันช่วยเขา ฉันก็จะทำอย่างนั้น (คือ help them)

8.4 ใช้ so + กริยาช่วย + ประธาน มีความหมายว่า "ด้วย" (also)
My husband likes cooking and so do I.
สามีของฉันชอบทำกับข้าว ฉันก็ชอบด้วย
Pichai is working hard and so is Pairote.
พิชัยทำงานหนัก และไพโรจน์ก็ทำด้วย








Adjective คือ คำที่ใช้บรรยายคุณภาพของนาม เพื่อให้รู้ว่านามนั้นมีลักษณะดีหรือชั่วสูงหรือต่ำ ดำหรือขาวเป็นต้น เรียกว่า Adjective หรือคุณศัพท์ ได้แก่ คำว่า

good = ดี
bad = ชั่ว
tall = สูง
short = ต่ำ
beautiful = สวย
clever = ฉลาด
fat = อ้วน
thin = ผอม
dirty = สกปรก
white = ขาว เป็นต้น

Adjective เวลานำไปพูดหรือเขียน มีวิธีใช้ 2 อย่าง คือ
1. เรียงไว้หน้านามที่คุณศัพท์นั้นไปขยายโดยตรงก็ได้ เช่น
The fat man can't run quickly.
คนอ้วนไม่สามารถวิ่งเร็วได้ (Fat เรียงไว้หน้านาม man โดยตรง)
A clever boy can answer a difficult problem.
เด็กฉลาดสามารถตอบปัญหาที่ยากได้ (คุณศัพท์ทั้งสองเรียงไว้หน้านามโดยตรง)

2. เรียงไว้หลัง Verb to be ก็ได้ เช่น
Somsri is beautiful. Manu is tall.
สมศรีเป็นคนสวย มนูเป็นคนสูง
My gather is short. My dog is black.
บิดาของฉันเตี้ย สุนัขของฉันสีดำ เป็นต้น

ข้อยกเว้น การใช้ Adjective มาขยายตามแนวแบบข้อ 1 ก็ได้ หรือข้อ 2 ก็ได้ หมายถึงAdjective ทั่ว ๆ ไปเท่านั้น แต่ถ้าเป็น Adjective ที่จะกล่าวต่อไปนี้แล้ว มีวิธีใช้ขยายนามได้เพียงข้อใดข้อหนึ่งเท่านั้น จะใช้แบบทั้ง 2 ข้อตามใจไม่ได้ นั่นคือ

1. Adjective ต่อไปนี้ เมื่อขยายนาม ให้ใช้แบบเรียงไว้หลังกริยาเท่านั้นห้ามใช้แบบเรียงไว้หน้านามโดยเด็ดขาด ได้แก่
Sorry = เสียใจ
afraid = กลัว
well = อยู่ดีสบาย
alive = มีชีวิตอยู่
ashamed = ละอายใจ
worth = มีค่า
awake = ตื่นอยู่
ill = ไม่สบาย
alike = เหมือนกัน
asleep = หลับ
aware = ระวัง
alone = โดยลำพัง
content = พอใจ
unable = ไม่สามารถ
เช่น
ถูก : This boy is sorry.
เด็กคนนี้เสียใจ
ผิด : This is a sorry boy.
นี่คือเด็กที่เสียใจ
ถูก : That girl is afraid.
เด็กหญิงคนนั้นกลัว
ผิด : That is an afraid girl.
นั่นคือเด็กหญิงที่กลัว
ถูก : I am well.
ผมอยู่ดีสบาย

ผิด : I am a well man.
ผมเป็นคนอยู่ดีสบาย
ถูก : Wilai is ill.
วิไลไม่สบาย
ผิด : Wilai is an ill girl.
วิไลเป็นเด็กหญิงไม่สบาย

2. Adjective ต่อไปนี้เมื่อใช้ขยายนาม ให้เรียงไว้หน้านามโดยตรง ห้ามใช้แบบเรียงตามหลังกริยา Verb to be ได้แก่
formar = ก่อน
latter = หลัง
inner = ภายใน
outer = ภายนอก
upper = ข้างบน
elder = แก่กว่า
drunken = ขี้เมา
middle = กลาง
entire = ทั้งหมด
letter = ถัดมา
wooden = ทำด้วยไม้
golden = ทำด้วยทอง
neighboring = เพื่อนบ้าน
especial = เฉพาะ เป็นต้น

เช่น
ถูก : Burma is a neighboring country.
ผิด : Burma is neighboring.
พม่าเป็นประเทศเพื่อนบ้าน
ถูก : She met a drunken teacher.
หล่อนได้พบครูขี้เมาคนหนึ่ง
ผิด : The teacher was drunken.
ครูคนนั้นเป็นคนขี้เมา เป็นต้น

3. Adjective ที่ไปขยายหรือประกอบสรรพนามผสม (Compound Pronoun) ต่อไปนี้ ให้เรียงไว้ข้างหลังเสมอ ได้แก่
someone everybody no one
something everywhere nothing
somebody anyone nobody
somewhere anybody nowhere
everyone anything
เช่น
I'll tell you something important. ฉันจะบอกคุณถึงบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญ
(อย่าใช้: I’ll tell you important something.)
There's nothing new for us to do. ไม่มีอะไรใหม่สำหรับเราที่จะทำ
(อย่าใช้: There's new nothing for us to do.)

4. Adjective ที่ไปแสดงการวัด (ขนาดต่าง ๆ ของนาม) ต้องวางไว้หลังนามเสมอ
This river is two hundred miles long.
แม่น้ำสายนี้ยาว 200 ไมล์
(อย่าใช้: This river is long two hundred miles.)
This mountain is five hundred feet high.
ภูเขานี้สูง 500 ฟุต
(อย่าใช้: This mountain is high five hundred feet) เป็นต้น

5. Adjective ที่มีจำนวนตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป แล้วมาขยายนามตัวเดียวกัน จะวางไว้หน้านามนั้นโดยตรงก็ได้ หรือจะวางไว้หลังนามนั้นก็ได้ แต่อย่าลืมว่าหน้าAdjective ตัวสุดท้ายนั้นต้องมี and มาเชื่อมไว้เสมอ เช่น
He is a witty and wise teacher.
หรือ He is a teacher, witty and wise.
เขาเป็นครูที่มีไหวพริบและฉลาด
Somsak bought a new, powerful, and expensive car.
หรือ Somsak bought a car, new, powerfull, and expensive.
สมศักดิ์ได้ซื้อรถยนต์คันใหม่มีสมรรถภาพดีและราคาแพงมาหนึ่งคัน เป็นต้น

6. Adjective ที่เป็นสมญานาม ไปทำหน้าที่ขยายนามที่เป็นชื่อเฉพาะ ให้วางไว้หลังนามนั้นเสมอ (และ Adjective ที่นำมาใช้เป็นสมญานามนี้ต้องมี the นำหน้าทุกครั้ง เช่น
King Naresuan, the great.
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
Ivan, the Terrible.
อีแวนตัวดุร้าย
Kukrit, the wise of Siam.
คึกฤทธิ์, เจ้าปัญญาแห่งเมืองสยาม เป็นต้น

ชนิดของ Adjective

Adjective ในภาษาอังกฤษแบ่งเป็น 8 ชนิด คือ
1. Descriptive Adjective คุณศัพท์บอกลักษณะ
2. Proper Adjective คุณศัพท์บอกชื่อเฉพาะ
3. Quantitative Adjective คุณศัพท์บอกปริมาณ
4. Numberal Adjective คุณศัพท์บอกจำนวน
5. Demonstrative Adjective คุณศัพท์ชี้เฉพาะ
6. Possessive Adjective คุณศัพท์บอกเจ้าของ
7. Interrogative Adjective คุณศัพท์คำถาม
8. Distributive Adjective คุณศัพท์แบ่งแยก

2.1 Descriptive Adjective คุณศัพท์บอกลักษณะ ได้แก่ คุณศัพท์ที่ใช้แสดงลักษณะหรือคุณภาพของนามต่าง ๆ เพื่อให้รู้ว่า นามนั้นมีลักษณะอย่างไร ได้แก่คำว่า good , gat , bad , tall , short , white , thin , rich , poor , etc.
เช่น The rich man lives in the big house.
คนรวยอาศัยอยู่บ้านหลังใหญ่ เป็นต้น


2.2 Proper Adjective คุณศัพท์บอกชื่อเฉพาะ หรือวิสามัญคุณศัพท์ ได้แก่คุณศัพท์ที่มีรูปมาจากคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะนั่นเอง หรืออาจจะเรียกคุณศัพท์นี้ว่า คุณศัพท์บอกสัญชาติ จะดีกว่า เพราะฟังเข้าใจง่าย ซึ่งมีรูปเปลี่ยนแปลงมาจาก Proper Noun ดังต่อไปนี้

นามเฉพาะเจาะจง(proper Noun) คุณศัพท์บอกชื่อเฉพาะ
(proper Adjective) คำแปล
England English อังกฤษ
America American อเมริกา
Thailand Thai ไทย
India Indian อินเดีย
Germany German เยอรมัน
Italy Italian อิตาลี
Japan Japanese ญี่ปุ่น
China Chinese จีน

2.3 Quantitative Adjective คุณศัพท์บอกปริมาณ ได้แก่ คุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามบอกจำนวนของนามว่า มากหรือน้อย แต่ไม่บ่งชัดลงไปว่ามีจำนวนเท่านั้นเท่านี้ เพียงแต่บอกมาหรือน้อยเท่านั้นเอง ได้แก่คำว่า much, many, little, some, any, all เช่น
He has many friends.
เขามีเพื่อนมาก
I have much money.
ฉันมีเงินมาก
Please give me some money.
กรุณาให้เงินแก่ผมบ้าง
All boys stand up.
เด็กทั้งหมดยืนขึ้น เป็นต้น

2.4 Numberal Adjective คุณศัพท์ที่บอกจำนวน ได้แก่ คุณศัพท์ที่ใช้บอกจำนวนของนามว่า มีเท่านั้นเท่านี้ ได้แก่ one, two, tree, etc. เช่น
She has two books. Daeng has friends.
หล่อนมีหนังสือ 2 เล่ม แดงมีเพื่อน 10 คน
I have few cars. The first girl is tall.
ฉันมีรถ 2-3 คัน เด็กหญิงคนที่หนึ่งเป็นคนสูง เป็นต้น

2.5 Demonstrative Adjective คุณศัพท์ชี้เฉพาะ ได้แก่ คุณศัพท์ที่ใช้ขยายเพื่อชี้เฉพาะเจาะจงว่า เป็นคนนั้นคนนี้ มิได้หมายถึงคนอื่น ได้แก่คำว่า the same, this, that, these, those, such, such a, เช่น
This man is my brother. That woman is my mother.
ชายคนนี้เป็นพี่ชายของฉัน หญิงคนนั้นเป็นมารคาของฉัน
I never say such things. He is in the same room.
ฉันไม่เคยพูดเช่นนั้นเลย เขาอยู่ห้องเดียวกัน เป็นต้น



2.6 Possessive Adjective คุณศัพท์บอกเจ้าของ ได้แก่ คุณศัพท์ที่มีรูปมาจากบุรุษสรรพนามรูปที่ 3 นั่นเอง ฉะนั้นคุณศัพท์จำพวกนี้เวลาพูดหรือเขียนต้องมีนามตามหลังตลอดไปจะใช้แต่มันโดยลำพังไม่ได้ ได้แก่คำว่า my, your, our, his, her, its, their, เช่น
This is my house. His dog is white.
นี่คือบ้านของฉัน สุนัขของเขาสีขาว
Her hands are very clean. That is your suitcase.
มือของเธอสะอาดมาก นั้นคือกระเป๋าของท่าน

2.7 Interrogative Adjective คุณศัพท์คำถาม ได้แก่ คุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามเพื่อให้เป็นคำถาม ฉะนั้นจึงต้องใช้นำหน้านามตลอดไป หากไม่มีคำนามตามหลังมันเป็นปฤจฉาสรรพนามได้แก่คำว่า What,Which,Whose เช่น
What book is he reading? Which book do you like?
เขากำลังอ่านหนังสืออะไร? ท่านชอบหนังสือเล่มไหน?
Whose ruler is this? Whose house is that?
นี้คือไม้บรรทัดของใคร? นั้นคือบ้านของใคร?

2.8 Distributive Adjective คุณศัพท์แบ่งแยก ได้แก่ คุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามเพื่อแบ่งแยกออกจากกันเป็นรายบุคคลหรือรายสิ่ง ตามที่ผู้พูดต้องการ ได้แก่คำว่า each (แต่ละ) either (อันใดอันหนึ่ง) neither (ไม่ทั้งสอง) every (ทุกๆ) อนึ่งให้สังเกตไว้ด้วยว่านามที่มีวิภาคคุณศัพท์ตามข้อ 8 นี้วางอยู่ข้างหน้านามตัวนั้น ต้องเป็นเอกพจน์ตลอดไป
เช่น
Each student is writing his name. Either bank is flooded.
นักศึกษาแต่ละคนกำลังเขียนชื่อของเขา แต่ละฝั่งของแม่น้ำถูกน้ำท่วม
Neither school is close to my house. Every girl puts a hat on her head.
ไม่มีโรงเรียนใดตั้งอยู่ใกล้บ้านฉันเลย เด็กหญิงทุกๆคนใส่หมวดบนศีรษะของเธอ

Adjective ที่มานอกแบบ
นอกจาก Adjective ทั้ง 8 ชนิดที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีคำอื่นอีกมากมายเยอะแยะที่มาใช้เป็นคุณศัพท์หรือใช้เสมือนหนึ่งเป็นคุณศัพท์ (Adjective) ได้ ตามความเห็นของผู้เขียนแล้วอยากจะเรียกคำที่นำมาใช้เหมือนหนึ่งเป็นคุณศัพท์นั้นว่า "คุณศัพท์ที่มานอกแบบ" เพราะคุณศัพท์จำพวกนี้ไม่มีในคุณศัพท์ 8 ชนิดที่กล่าวแล้ว ดังนั้นจึงได้เรียกว่าคุณศัพท์นอกแบบ ซึ่งอันนี้มิได้แตกต่างอะไรกับภาษาบาลีเลย ในขณะที่ท่านกำลังเรียนอยู่ในนามกิตต์กริยากิตต์หรือสนธินั้นจะมีปัจจัยอยู่บางตัวหรือบางพวกที่เรียกว่า เป็นปัจจัยนอกแบบนำมาใช้ร่วมกับปัจจัยในแบบ หรือศีลสิกขาบทของพระท่านก็ดีนอกจากจะมีมาในพระปาฎิโมกข์แล้ว ยังมีมานอกพระปาฎิโมกข์อีกใช่ไหมครับ หรือท่านจะคัดค้านกับผู้เขียนว่าไม่จริง ไม่จริงก็เชิญเถิดไม่ขัดข้องดังนั้นคุณศัพท์ที่มานอกแบบก็ได้ ได้แก่คำต่อไปนี้ คือ

1. คำนาม (noun) ใช้เป็น Adjective ขยายนามด้วยกันได้ แต่ให้วางไว้หน้านามที่มันไปขยายเสมอ เช่น
They study at Suan Kularb School every day.
พวกเขาเรียนอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบทุก ๆ วัน
(Suan Kularb เป็นนาม แต่นำมาใช้เป็น Adjective ขยาย school) เป็นต้น

2. คำนามที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของ โดยมี Apostrophe's มาใช้ควบด้วยนั้นนำมาใช้เป็น Adjective ขยายนามได้ และให้เรียงไว้หน้านามตัวนั้นตลอดไป เช่น
Daeng's house was built in Bangkok last year.
บ้านของแดงได้สร้างไว้ในกรุงเทพฯ เมื่อปีกลายนี้
(Daeng's เป็นคำนามที่แสดงความเป็นเจ้าของ แต่นำมาใช้เป็น Adjective ขยาย house)


3. Infinitive กริยาสภาวมาลา นำมาใช้เป็นคุณศัพท์ขยายนามได้ แต่ต้องวางไว้หลังนามที่มันไปขยายเสมอ ห้ามวางไว้หน้า เช่น
This is the book to read. นี่คือหนังสือสำหรับอ่าน
(To read เป็น Infinitive นำมาใช้เป็น Adjective ขยาย book)


4. Participle ซึ่งจะเรียนอย่างละเอียดในอีกบทหนึ่ง นำมาใช้เป็นคุณศัพท์ขยายนามทั่วไปได้ และให้วางไว้หน้านามที่มันไปขยายทุกครั้งด้วย เช่น
The standing boy is afraid of the running dog.
เด็กที่ยืนอยู่กลังสุนัขที่วิ่งมา
(standing, running เป็น Participle ที่นำมาใช้เป็นคุณศัพท์ขยาย boy, dog ได้)

5. Gerund คือคำกริยาที่เติม ing แล้วนำมาใช้อย่างนาม นำมาใช้เป็นAdjective ขยายนามได้ และให้วางไว้หน้านามที่มันไปขยายเสมอ เช่น
We have a swimming pool near the school.
พวกเรามีสระว่ายน้ำอยู่ใกล้ ๆ กับโรงเรียน
(Swimming เป็น Gerund นำมาใช้เป็นคุณศัพท์ขยาย pool)

6. Adjective Clause คุณานุประโยคนำมาใช้เป็น Adjective ขยายนามได้แต่ต้องวางไว้หลังนามที่มันขยายตลอดไป เช่น
The boy who is learning English is my brother.
เด็กผู้ซึ่งกำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่คือน้องชายของผม
(Who is learning English เป็นคุณานุประโยค ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยาย boy ที่อยู่ข้างหน้า เป็นต้น)



#1 By wild lovely Angle on 2008-09-14 14:21